ป่วนหัวใจ ยัยนางฟ้า (Hi! School – Love On)

ละคร "ป่วนหัวใจ ยัยนางฟ้า (Hi! School – Love On)" นำเสนอเรื่องราวของยมทูตหน้าใสที่กลายร่างเป็นมนุษย์โดยไม่ได้ตั้งมั่นหลังใช้พลังวิเศษช่วยชีวิตเด็กนักเรียนชายคนหนึ่ง คุณจึงต้องใช้ชีวิตท่ามกลางเหล่าผู้เรียนไฮสคูล ทำให้ได้เรียนรู้เรื่องราวเกี่ยวกับความรัก มิตรภาพ และเข้าใจความหมายที่แท้จริงของการเป็นมนุษย์

เมื่อทูตสวรรค์ที่มีหน้าที่นำดวงวิญญาณไปส่งยังโลกหลังความตาย ต้องกลายร่างเป็นมนุษย์โดยไม่คาดฝัน คุณจึงต้องเรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตเยี่ยงมนุษย์ในฐานะ  "ลี ซึลบี" และได้เป็นเพื่อให้นกับสองชายหนุ่ม "ชิน อูฮยอน" และ "ฮวาง ซองยอล"  ซึ่งเป็นผู้เรียนไฮสคูลที่ต่างก็มีปมในใจเรื่องครอบครัว… "ชิน อูฮยอน" ถูกแม่ทิ้งตั้งแต่ยังเด็กและโตมากับย่า เขาจึงได้แต่หวังว่าสักวันจะได้เจอแม่อีกที ขณะที่ "ฮวาง ซองยอล"ต้องทนอยู่กับแม่เลี้ยงที่เขาเกลียดชัง แถมแม่เลี้ยงของเขายังเป็นครูสอนจริยธรรม และเป็นแม่แท้ๆ ของอูฮยอนอีกด้วย นอกจากนี้ สองชายหนุ่มยังมีนิสัยและบุคลิกที่ต่างกันสุดขั้ว แม้อูฮยอนจะไม่ค่อยชอบเรียนหนังสือแต่เขาก็เป็นคนดีมีน้ำใจกับรอบข้าง ผิดกับซองยอลที่เรียนเก่งแต่เป็นคนเย่อหยิ่งและเย็นชา ถึงกระนั้นทั้งสองชายหนุ่มต่างก็หลงรักนางฟ้าตกสวรรค์ด้วยกันทั้งคู่
ในขณะที่ความข้องเกี่ยวระหว่างซึลบีและอูฮยอนพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้นเรื่อยๆ อูฮยอนเกิดล่วงรู้ความลับของซึลบีโดยบังเอิญ แต่เขาต้องแกล้งทำเป็นไม่รู้และต้องช่วยคุณปิดบังเรื่องนี้ให้ได้นาน 1 ปี มิเช่นนั้นซึลบีจำเป็นที่จะต้องดับสูญ (แต่ถ้าทำสำเร็จซึลบีจะเปลี่ยนเป็นคนโดยบริบูรณ์) ปัญหาก็คือเพื่อให้นๆ ที่โรงเรียนต่างเริ่มสงสัยว่าซึลบีมีพลังวิเศษและพยายามพิสูจน์ให้เห็นกับตา แถมทูตสวรรค์รุ่นพี่ยังคิดที่จะพาซึลบีไปจากโลกมนุษย์อีกด้วย 

อูฮยอนจะปกป้องซึลบีได้ไหม ความรักของทั้งคู่จะลงเอยอย่างไร ติดตามชมเรื่องราวสุดประทับใจของซึลบี อูฮยอน และผองเพื่อให้นได้ใน "ป่วนหัวใจ ยัยนางฟ้า (Hi! School – Love On)" ทางช่องพีพีทีวี

ซ่อนรัก…อดีตใจ (To the Dearest Intruder)

ละคร "ซ่อนรัก…อดีตใจ" (To the Dearest Intruder) นำเสนอเรื่องราวความรักและมิตรภาพของสามชายหนุ่มสาว  "ซ่งเจียอัน",  "เหยียนฮ่าว" และ "หลัวเส้าชิง" ซึ่งต่างข้างต่างเป็นมือที่สามในความข้องเกี่ยวระหว่างกัน

"ซ่งเจียอัน" เป็นเด็กสาวใสซื่อ ร่าเริง… ชื่อของคุณมาจากคำว่า "เจีย" (家) ที่แปลว่า "ครอบครัว" กับคำว่า "อัน" (安) ที่แปลว่า "สงบสุข" คุณจึงหวังให้ครอบครัวสงบสุขสมชื่อ และคนหนึ่งที่คุณรักเหมือนคนในครอบครัวคือเพื่อให้นสนิทสมัยมัธยม "หลัวเส้าชิง" ส่วนอีกคนคือ "เหยียนฮ่าว" หวานใจวัยเด็กที่มีความผูกพันและเติบโตมาด้วยกันกับคุณ เขาจึงเปลี่ยนเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตคุณไปโดยปริยาย ด้วยความที่พ่อของเหยียนฮ่าวกับพ่อของจีอันเป็นเพื่อให้นรักกัน พวกท่านจึงปรารถนาให้ทั้งสองได้ครองคู่ นับแต่นั้นเจียอันเลยมองเหยียนฮ่าวประหนึ่งว่าที่เจ้าบ่าวของตนและหมายมั่นว่าสักวันจะแต่งงานกับเขา แม้ไม่เคยรับความในใจแต่คนทั้งโลกก็ดูออกว่าคุณชอบเหยียนฮ่าว

แต่ทว่าในสายตาของเหยียนฮ่าวกลับมีเพียงเส้าชิง ขณะที่เส้าชิงเองก็ชอบเขาเช่นกัน ทั้งคู่พบรักกันในวันที่เจียอันเดินทางมาเรียนที่ไทเป แม้มีใจให้กันแต่ทั้งคู่ต้องเก็บงำความรู้สึกเอาไว้เพราะเส้าชิงเป็นเพื่อให้นรักของเจียอัน ส่วนเหยียนฮ่าวเป็นคนที่เจียอันหลงรักมานานและฝันอยากแต่งงานด้วย ทั้งคู่ไม่ต้องการรังแกจิตใจเจียอันจึงแกล้งทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น (เหยียนฮ่าวเคยบอกเจียอันว่าตนชอบเส้าชิงแต่เจียอันหลับก่อนเลยไม่ได้ยิน ขณะที่เส้าชิงเคยบอกเป็นนัยๆ แต่เจียอันไม่เข้าใจ) หลังเจียอันกลับบ้านที่ต่างจังหวัดในช่วงปิดเทอม เส้าชิงกับเหยียนฮ่าวจึงมีโอกาสใกล้ชิดกัน เหยียนฮ่าวอยากให้เส้าชิงยอมรับว่าชอบตน เส้าชิงแย้งว่าเขาเป็นของเจียอันคุณจึงไม่อาจชอบเขาได้ แต่เหยียนฮ่าวยืนกรานว่าเขาชอบคุณ เส้าชิงชี้ว่ามันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสำหรับเจียอันที่รักมั่นในตัวเขามานานหลายปี เหยียนฮ่าวสวนกลับทันควันว่า มันไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับตนเช่นกันที่ต้องแกล้งทำเป็นไม่ชอบคุณ (เส้าชิง) เขาชี้ว่านับตั้งแต่พวกตน (สามคน) พบกันนัดแรก โชคชะตาได้กำหนดไว้แล้วว่าหนึ่งในพวกตนจะแปลงเป็นมือที่สาม คนๆ นั้นอาจเป็นตนหรือเส้าชิงแต่ไม่ใช่เจียอันแน่ เพราะในระหว่างพวกตน…เจียอันเป็นแค่เหยื่อเท่านั้น!

ในที่สุดทั้งคู่ก็ไม่อาจหักห้ามใจ หลังมีความเกี่ยวข้องอันลึกซึ้งในช่วงปิดเทอม อยู่ๆ เส้าชิงก็หนีไปอยู่ที่อเมริกากระทันหันโดยไม่ร่ำลา (ก่อนไปคุณบอกเหยียนฮ่าวเป็นนัยๆ ว่าฝากดูแลเจียอัน) เมื่อเจียอันกลับมาที่ห้องพักจึงพบว่าเส้าชิงทิ้งคุณและหยวนฮ่าวโดยไม่บอกกล่าว ซ้ำยังลาออกจากมหาวิทยาลัยกลางคัน วันเดียวกันนั้นเหยียนฮ่าวยังต้องสูญเสียพ่อจากอุบัติเหตุ แถมพ่อยังทิ้งหนี้ (นอกSystem) ก้อนโตเอาไว้ให้ นับจากวันนั้นเหยียนฮ่าวก็เปลี่ยนเป็นคนเคร่งขรึม ไร้ซึ่งรอยยิ้ม และไม่เคยเอ่ยถึงเส้าชิงอีกเลย ในยามที่เหยียนฮ่าวเผชิญวิกฤติชีวิต มีเพียงเจียอันที่คอยอยู่ข้างเคียงและร่วมเผชิญความยากลำบากไปด้วยกันกับเขา หลังจากนั้นเจ็ดปีเจียอันก็เก็บรวบรวมกล้าแล้วขอเหยียนฮ่าวแต่งงาน หลังเหยียนฮ่าวใช้หนี้จนหมดทั้งคู่ก็แต่งงานกัน แต่แล้วอยู่ๆ เส้าชิงก็กลับมาหลังหายหน้าไปนานสิบปี

ครั้นพบว่าเหยียนฮ่าวไม่สุขสบายหลังแต่งงาน ประกอบกับหลายปีที่ผ่านมาทั้งคุณและเหยียนฮ่าวต่างยังคงโหยหาและมีเยื่อใยต่อกัน ถ่านไฟเก่าจึงเริ่มลุกโชน ในที่สุดเหยียนฮ่าวกับเส้าชิงก็ลอบมีความเกี่ยวพันลับหลังเจียอัน เหยียนฮ่าวเตรียมหย่ากับเจียอันเพื่อให้แต่งงานใหม่กับผู้หญิงคนเดียวที่เขารักอย่างเส้าชิง วันที่เหยียนฮ่าวซื้อแหวนแต่งงานให้เส้าชิง เขาไม่รู้ว่าเจียอัน (ซึ่งอยู่ในระหว่างการทำเด็กหลอดแก้ว) เดินตามหลังมา ขณะที่เหยียนฮ่าวยกแหวนอวดเส้าชิงซึ่งอยู่อีกฟากฝั่งถนน อยู่ๆ ก็มีคนร้ายเผ่านาชิงแหวนและยิงเขาต่อหน้าเจียนอันกับเส้าชิง หลังผ่านพ้นความเป็นความตายมาได้ความทรงจำของหยวนฮ่าวก็หายไป

ขณะที่เหยียนฮ่าวพักรักษาตัว เจียอันคอยดูแลเขาไม่ห่าง คุณสร้างความทรงจำใหม่ให้เขาโดยบอกว่าที่ผ่านมาพวกตนเป็นคู่สามีเมียที่ครองรักกันอย่างเป็นสุข หลังจากนั้นในสายตาของเหยียนฮ่าวก็มีแต่ศรีเมียอย่างเจียอัน ทำให้ช่องว่างระหว่างเจียอันกับเหยียนฮ่าว (ที่เคยมีก่อนหน้า) แคบลงเรื่อยๆ เส้าชิง (ซึ่งพยายามรื้อฟื้นความทรงจำในอดีตของเหยียนฮ่าว) ทั้งอิจฉาและเสียใจมาก หลังจากนั้นความทรงจำของเหยียนฮ่าวก็เริ่มกลับคืนมา แม้เป็นความทรงจำสั้นๆ ที่ไม่ปะติดปะต่อ แต่ทั้งหมดล้วนเกี่ยวกับเส้าชิง ซึ่งเขาเองก็รู้สึกแปลกใจว่าทำไมในหัวถึงไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับเจียอันเลย ในที่สุดเจียอันก็รู้ว่าก่อนประสบอุบัติเหตุหยวนฮ่าวคิดที่จะหย่ากับตน แต่คุณนึกไม่ถึงว่าเส้าชิงคือมือที่สาม เส้าชิงแย้งว่าตั้งแต่ต้น…มือที่สามไม่ใช่ตนแต่เป็นเจียอัน เพราะตนกับหยวนฮ่าวรักกันนับตั้งแต่สิบปีก่อน ตนเลยมาทวงคนรักของคนคืน

พ่อตาซ่าส์วิวาห์ป่วง (The Big Wedding)

เรื่องย่อ

เหมือนจะเป็นข่าวดีเมื่อลูกชายบุญธรรมคนเล็กของบ้านกำลังจะแต่งงาน
แต่รวมทั้งเกิดสงครามขึ้นเมื่อแม่แท้ ๆ ของเขาชาวโคลัมเบียเป็นคนเคร่งศาสนา
ที่มาพร้อมกับความเชื่อว่า "การหย่าร้างเป็นบาปมหันต์"
เสมือนโดนตีแสกหน้า พ่อแม่ที่เลี้ยงเขามาเป็นทั้งพวกไม่มีศาสนา
ทั้งหย่ากันมากว่า 20 ปี ทางออกเดียวที่จะทำให้งานแต่งราบรื่นคือ…
โกหก    ???

สัมผัสส่วนตัวโดยรวม

ก่อนดู  => ต้องออกปากก่อนเลยว่าเป็นพวกชอบดูหนังที่เกี่ยวกับงานแต่งงาน
เพราะมันได้ดูของสวยๆงามๆ เพ้อๆดีตามประสามหญิงสาว 
แต่สิ่งที่ทำให้หนังเรื่องนี้ดึงดูดเรากลับเป็นความรักฮา ๆ ตามประสาผู้เฒ่ามากกว่า

ขณะดู  => เรียกว่าฮาตั้งแต่ฉากแรกเลยก็ว่าได้ ไม่ได้อุปทานนะ 
เพราะคนที่ไปดูรอบเดียวกันก็พากันฮาแบบไม่หมกเม็ด 
แต่ไม่รู้ทำไมไปดูคะแนนใน IMDB กลับได้แค่ 5.2 คะแนน

อาจเป็นเพราะพล็อตมันเดิม ๆ มากไป ไม่มีอะไรที่แตกต่างจากคอมเมดี้ทั่วไป
ไม่มีอะไรที่สร้างสรรค์ก็เป็นได้

หลังดู  => เป็นหนังที่ไม่ได้ครบรสชาติอะไร ถ้าไม่ได้ไปดูก็ไม่ถือว่าพลาด
แต่ถ้ามีโอกาสว่าง ๆ จูงมือแฟนไปดูก็น่าจะเป็นการฆ่าเวลาที่ดี
อย่างน้อยเมื่อคุณตีตั๋วเข้าไป คุณต้องได้หัวเราะสักทีสองทีแหละน่า… 

ปกติของหนังคอมเมดี้จะมีเรื่องราวดราม่าสอดแทรก
ให้เราได้ซึ้งกันนิดหน่อย และเราก็คิดว่ากับหนังเรื่องนี้
ถือว่าทำได้ดี แต่นั่นก็อาจเป็นเพราะ…

เรื่องราวของครอบครัวมันชวนอ่อนไหวอยู่และจากนั้นก็เป็นได้

CRAWL คลานขย้ำ ไอ้เข้สองมาตรฐาน

รีวิว Crawl คลานขย้ำ การกลับมาของหนังแนว “สัตว์กินคน” ที่ปกติชอบเป็นหนังทุนต่ำเกรดบี โดยคราวนี้ใช้พล็อตกับสูตรสำเร็จ (เกือบ) ใหม่จากหนังคัลซ์ชื่อดัง Sharknado ที่เป็นฝูงฉลามบินมากับพายุทอร์นาโด มีมาแล้วหลายภาค (สนใจดูจาก Netflix ได้ คลิกที่นี่) กลายมาเป็นหนังแนวเป็นสมจริงมากกเกี่ยวกับ จระเข้+เฮอริเคนระดับ 5 (สูงสุดแล้วของมาตราวัด) ถล่มเมืองจนน้ำท่วม ทำให้ไอ้เข้ออกอาละวาดได้อย่างสะดวกโยธิน และหนังเรื่องนี้ยังได้ชื่อเสียงเครดิตของ “แซม ไรมี่” ในฐานะผู้ให้การสร้าง มาขายความคาดหวังเต็มๆ จากการที่เขาเป็นโปรดิวเซอร์ เรื่อง Don’t Breathe ซึ่งแปลงเป็นงานหนังสยองขวัญยุคใหม่ที่เฉียบทั้งพล็อตและชั้นเชิงการเล่าเรื่องสุดยอด ส่วนตัวผู้กำกับก็คือ Alexandre Aja ที่มีผลงานที่จดจำได้มากสุดจากหนังสยองขวัญเรื่อง The Hills Have Eyes ซึ่งทั้งหมดนี้พูดได้ว่าเป็นองค์ประกอบที่ช่วยยกระดับ Crawl หนัง “จระเข้กินคน” เรื่องนี้ให้น่าดูในระดับ A+  เลยทีเดียว

Crawl
ด้วยเครดิต Don’t Breathe นี่แหละ ที่ทำให้ Crawl ดูน่าสนใจมากกว่าปกติเลยทีเดียว
สำหรับแฟนหนังแนวสัตว์กินคน (ผมก็ด้วย) คงเหมือนๆ กันคือดูหนังเกรดบีมาจนชิน ไม่คิดอะไรอย่างมาก เพราะหนังแนวนี้มักทุนน้อย พล็อตก็เหมือนๆ กัน ว่าต้องมีสัตว์อะไรสักอย่างออกมาอาละวาด และมีตัวละครติดอยู่ในที่ๆ ไอ้เจ้าตัวนี้อยู่ อันนี้ต้องแยกกันก่อนว่า หนังแนว “สัตว์แปลกกินคน” กับ “สัตว์กินคน” มีความแตกต่างกันอยู่ แบบแรกชอบเป็นหนังที่ต้องพึ่งการออกแบบตัวแปลกน่าเกลียดน่ากลัว ต้องมีที่มาที่ไปลึกลับซ่อนเงื่อน ออกแนววิทย์มาเกี่ยวข้องซะส่วนใหญ่ ซึ่งชอบมีทุนพอตัว ต่างกับพวกหนัง “สัตว์กินคน” ซึ่งจะเป็นสัตว์ทั่วไปที่ดุร้ายด้วยเหตุผลง่ายๆ อย่างไปอยู่ถิ่นมัน หวงลูก อาหารขาดแคลน หรือเปล่าก็ติดเชื้อโรคอะไรสักอย่างทำให้ดุตัวโตกว่าปกติ ซึ่งในอดีตกาลแนวนี้ฮิตมากๆ มีตั้งแต่ นก หนู แมลง มด หมา ลิง หมูป่า เสือ สิงโต จนมาถึงพวกสัตว์ยอดฮิตอย่าง ฉลาม และจระเข้ก็เป็นอีกตัวที่ถูกจับมาทำแล้วไม่รู้กี่รอบเช่นกัน ซึ่งในไทยก็หยิบมาทำปัจจุบันคือ The Pool นรก 6 เมตร ที่มีทั้งคนชอบและไม่ชอบพอๆ กัน (แต่หนังทำเงินไปกว่า 50 ล้านบาท) ที่ต้องเกริ่นตรงนี้เพราะนี่เป็นแนวหนังที่ค่อนข้างเฉพาะกลุ่มระดับหนึ่ง สำหรับแฟนหนังแนวนี้ไม่ได้จะใส่ใจอะไรมาก ขอแค่ให้เห็นฉากสัตว์จับคนกินสนุกๆ ก็พอใจแล้ว เพราะที่ผ่านมามันก็ไม่ได้เคยมีอะไรมากกว่าที่เห็น ดังนั้นการไม่คาดหวังตั้งแต่ต้น ก็คงไม่มีปัญหา แต่สำหรับตัวผมเองดันมีปัญหากับความน่าเชื่อถือของหนังนี่สิ…

CRAWL รีวิว คลานขย้ำ
3 ดาราหลัก 2 คน 1 หมา
บอกก่อนว่าหนังเรื่องนี้ยังสนุกอยู่ ไม่ว่าคุณจะเป็นแฟนหนังแนวนี้ หรือเปล่าใช่ก็ตามที ตัวหนังมีพล็อตที่ดี มีโครงเรื่องที่แข็งแรง ยิ่งในส่วนความข้องเกี่ยวพ่อลูกในเรื่อง ที่หนังปูมาตั้งแต่เริ่มว่าพ่อเป็นโค้ชส่วนตัวให้นางเอกเป็นนักกีฬาว่ายน้ำ ซึ่งก็ผนวกกับชีวิตครอบครัวที่พ่อแม่แยกทางกัน นางเอกห่างหายจากพ่อ และก็มาตามหาพ่อที่หายไปท่ามกลางคำเตือนพายุเฮอริเคนถล่ม ซึ่งก็แปลงเป็นการผจญภัยร่วมกันเอาชีวิตรอดทั้งจากภัยธรรมชาติ จระเข้ และแก้ปมปัญหาครอบครัวไปพร้อม ในส่วนเรื่องราวกลุ่มนี้ หนังทำออกมาได้มิติดีครบถ้วน แม้ว่าช่วงแรกจะยืดๆ กินเวลาเรื่องนางเอกตามหาพ่อนานพอตัวเหมือนกัน (ราว 20 นาที) ซึ่งหนังเรื่องนี้สั้นมาก แค่ 87 นาที (รวมเครดิต) หลังจากเสียเวลาไปช่วงแรกแล้ว หนังก็เดินเรื่องลุยเข้าเรื่องจระเข้ทันที พร้อมกับมีเซอร์ไพรส์เพิ่มนิดนึงจากเทรลเลอร์เท่านั้น

สปอยล์
หนังก็เดินเรื่องไปตามสูตรทุกอย่าง แต่สิ่งที่ผมคิดว่าเป็นปัญหาก็คือ ความน่าเชื่อถือในเรื่องความสมจริงหลายจุด ซึ่งจริงๆ ถ้าหนังออกตัวว่าเว่อร์ๆ แบบ Sharknado หรือหนังเกรดบีปกติก็คงคิดน้อยกว่านี้ แต่ด้วยหน้าหนังกับเครดิตผู้สร้าง ทำให้คิดว่าหนังควรจะจริงจังกับความสมจริงมากกว่าหนังเกรดบีทั่วไปครับ ปัญหาคอหนังเริ่มด้วยการให้ตัวละครหลักเจ็บหนัก กระดูกหักทิ่มแทงออกมาด้านนอก ซึ่งบาดแผลระดับนี้ไม่ใช่เล็กๆ ที่ยังมาเดินเหินอยู่ได้แบบแทบจะปกติ ไม่เหมือนคนกระดูกหักอะไร (จากประสบการณ์ตรงที่เคยหักอย่างนี้ อาการเสียเลือดออกจนวูบหมดสติแน่ๆ) รวมทั้งการที่ถูกกัดเต็มๆ หลายครั้ง ก็ยังดูไม่เป็นอะไรมาก ซึ่งการถูกจระเข้งับเต็มข้อขนาดนั้นไม่น่าจะรอดตั้งแต่ต้นๆ เรื่องแล้ว (แรงกัดจระเข้สูงกว่าเสืออีกนะครับ) คือเข้าใจว่าเพราะเป็นตัวเอกจึงต้องรอด แต่ในเรื่องกลับให้เหล่าตัวประกอบที่เข้าฉากน้อยมากๆ ตายแบบทีเดียวจอด ตัวขาด แขนขาขาดกระจุย เอาว่าเป็นตัวประกอบจะตายง่ายก็ไม่แปลก แต่มันแปลกตรงที่ไอ้เข้กัดแบบเดียวกันกับตัวเอกดันไม่เป็นอย่างงี้ เหมือนไอ้เข้ในเรื่องสองมาตรฐานยังไงพิกล แถมเรื่องนี้ยังใช้งานตัวประกอบไม่ค่อยคุ้มเท่าไหร่ ในหนังเกรดบีทั่วไปชอบมีบทตัวละครพวกนี้ดิ้นรนเอาตัวรอดสุดชีวิตให้มีลุ้นก่อนตาย แต่เรื่องนี้มาไวไปไวเหมือนค่าตัวหมด ซึ่งก็น่าเสียดายเพราะหนังสามารถขยายซีนฉากลุ้นเสียวก่อนตายได้มากกว่านี้

รีวิว CRAWL คลานขย้ำ ไอ้เข้สองมาตรฐาน (ไม่สปอยล์) 1
ฉากที่ดีที่สุดอยู่ในเทรลเลอร์หมดแล้ว รวมทั้งฉากนี้ด้วย

เหมือนคนเขียนบทต้องการสร้างให้ข้างมนุษย์เจ็บหนักเสียเปรียบจระเข้ตั้งแต่เริ่มแบบไม่จำเป็น เพราะในที่ทางแบบนั้นจระเข้ก็ได้เปรียบมากอยู่แล้ว แถมเอาจริงๆ ก็ไม่เห็นจะความรู้สึกว่าบาดแผลใหญ่ๆ ของนางเอกจะมีผลกับเนื้อเรื่องตรงไหนเลย ซึ่งดูไปก็กวนใจคนดูอย่างผมว่า แผลเหวอะขนาดนั้น แต่ทำไมดูไม่ทุกข์ร้อนอะไรเลย แถมยังว่ายน้ำดำน้ำได้เป็นปกติอีกต่างหาก ซึ่งจริงๆ เลือดที่ออกขนาดนั้นน่าจะทำให้น้ำคลุ้งไปด้วยเลือดเต็มไปหมดแล้ว ตัวจระเข้เองก็ไม่ได้กลิ่นเลือด ผิดจากความจริงที่จระเข้รับรู้กลิ่นได้ทั้งใต้น้ำและเหนือน้ำ (ประสาทสัมผัสด้านการรับกลิ่นของจระเข้นั้น นอกจากจมูกเป็นปุ่มกลมนูนที่ปลายปากแล้ว ยังมีกระเปาะเป็นโพรงภายในปาก จึงสามารถรับรู้กลิ่นได้ทั้งบนบกและในน้ำ อ้างอิงจากเว็บกรมประมง) แต่ในเรื่องกลับตัดเรื่องการรับรู้กลิ่นออกไป ไปใช้การได้ยินเสียงเป็นหลักในการติดตามเหยื่อ ซึ่งความจริงจระเข้รับรู้ทั้งจากกลิ่นและก็การสั่นสะเทือนในน้ำ ไม่ใช่แค่เสียงเคาะท่อก็ล่อจระเข้แบบในเรื่องได้ (ขนาดตาแก่ตาบอดใน Don’t Breathe ยังหลอกอย่างนี้ไม่ได้เลย) รวมทั้งสายตาจระเข้ก็ดีในที่มืด ไม่ใช่แบบที่ในเรื่องบอกว่าสายตาไม่ดี การเคลื่อนที่ต้วมเตี้ยมเวลาล่าเหยื่อด้วยยิ่งผิดไปใหญ่ เพราะความจริงจระเข้วิ่งไวไม่แพ้มนุษย์เลยต่างหาก รวมๆ แล้วจระเข้ในเรื่องนี้ดุจริง แต่กลับโดนดรอปทักษะไปหลายอย่างซะงั้น

แม้พล็อตเรื่องราวจะดูใหญ่โตจากเฮอริเคนระดับ 5 ถล่มเมือง แต่หนังทำด้วยทุนจำกัด (13.5 ล้านเหรียญ) จึงพยายามจำกัดที่ทางเรื่องราวให้แคบๆ อยู่แค่ไม่กี่จุดในบ้าน แม้จะออกนอกบ้านมาได้ ไม่ทันไรก็ต้องหาเรื่องให้เข้าไปในบ้านอีก ซึ่งก็มีช่วงติดในที่เดิมนานๆ แอบเบื่อเล็กๆ อยู่เหมือนกันที่เรื่องวนไม่ไปไหน ซึ่งถ้าหนังขยายโลเกชั่นออกไปสำรวจในเมืองได้ เอาแค่ผ่านไปยังซูเปอร์มาเก็ตฝั่งตรงผ่านได้ก็ยังดี เรื่องก็คงมีอะไรให้เล่นมากกว่าฉากจระเข้ไล่จับคนวนในบ้านอย่างงี้ ส่วนตัวแอบผิดหวังกับขนาดสเกลเรื่องตรงนี้กับหน้าหนังมากเหมือนกันครับ

CRAWL 
เล่นไล่จับกับไอ้เข้ตั้งแต่ใต้ถุนบ้านจนถึงในบ้าน ไม่ไปไหนเลย – CRAWL รีวิว คลานขย้ำ
แต่ไม่ว่าอย่างไง นี่ก็เป็นหนังที่ตอบโจทย์หนังสัตว์กินคนได้โอเคอยู่ แม้ว่าจะไม่มีอะไรแปลกใหม่ แบบที่คิดว่าผู้สร้างระดับนี้น่าจะทำให้แตกต่างได้ ส่วนตัวถ้าเทียบกับหนังจระเข้เก่าๆ อย่างที่ชื่นชอบมากก็เรื่อง Lake Placid โคตรเคี่ยมบึงนรก  Crawl คลานขย้ำ ก็ไม่ได้ดีมากยิ่งกว่าในทุกๆ ทาง  แต่ในสมัยนี้ที่หาดูหนังอย่างนี้ได้ยากขึ้น สำหรับแฟนหนังสัตว์กินคนก็เป็นเหมือนหนังบังคับดูนั่นแหละครับ แต่สำหรับคนดูทั่วไปไม่ดูก็ไม่ได้คิดว่าพลาดอะไร ผ่านไปได้เลยเหมือนกันครับ

ปล.คนไม่ใช่น้อยอาจจะอยากให้เทียบกับ The Pool หนังจระเข้ไทยเรื่องปัจจุบัน ส่วนตัวผมว่าแค่ดีมากยิ่งกว่านิดหน่อย บท The Pool อาจจะแย่ แต่ก็มีตอนจบที่โหดร้ายให้ได้จดจำอยู่ ส่วนเรื่องนี้ถ้าไทยสร้าง ก็ต้องโดนจับผิดสารพัดเหมือนกันครับ

The Morning Show สงครามปฏิวัติคนข่าว

ต้องบอกกันตรงๆ ว่าจากหน้าหนังหรือตัวอย่างที่ออกมาไม่ได้ความรู้สึกว่าอยากมาดูซีรีส์เรื่องนี้เลย ด้วยความที่คิดว่านี่คงเป็นหนังดราม่าชีวิตซิทคอมอะไรไปตามเรื่องราว อาจจะเพราะเห็นหน้า Jennifer Aniston ทีไรติดภาพลักษณ์จากซีรีส์เฟรนด์ทุกที แต่แล้วแปลงเป็นว่านี่เป็นซีรีส์แนวดราม่าแวดวงข่าวที่ดุเดือดเข้มข้น มันส์กว่าที่คิดไว้มาก เรียกว่าลืมภาพปกโปรโมทจืดๆ นั่นไปได้เลยครับ

หนังมาพร้อมเรื่องราวปัจจุบันที่แวดวงทีวีกำลังเจอวิกฤติศรัทธากับเรตติ้งตก หลังจากผู้คนหันไปเสพข่าวจากมือถือ ที่ไม่ต้องมีเวลาจำกัด แถมดูออนไลน์ได้ตลอด 24 ชั่วโมง ข่าวไม่ต้องกรองอะไร จริงเท็จมั่วๆ ไปคนก็ชอบอยู่ดี ซึ่งวิกฤตินี้สถานีข่าวทั้งหลายก็ต้องหาทางเรียกเรตติ้งกลับมา แต่แล้วรายการข่าวภาคเช้าใหญ่สุดของอเมริกา The Morning Show กลับเจอปัญหาภายในผู้ประกาศชายตัวท็อป “มิตซ์” (Mitch Kessler) ขวัญใจผู้ชมมาตลอด 15 ปี โดนหน่วยงานภายนอกตรวจตราหลังมีเรื่องร้องเรียนพฤติกรรมมิชอบทางเพศกับทีมงานผู้หญิง ซึ่งทางสถานีก็เด้งฟ้าผ่าเอาออกทันที นั่นทำให้ผู้ประกาศสาวคู่ขวัญอย่าง “อเล็กซ์” (ที่เล่นโดย Jennifer Aniston) โดนหางเลขวิบากรรมนี้ไปด้วย งานนี้ไม่ใช่แค่ว่าจะหาใครที่เคมีกับคุณได้ง่ายๆ แต่เปลี่ยนเป็นสงครามผู้ประกาศในสถานีที่อยากก้าวขึ้นมาแทนมิตซ์ และไม่ใช่แค่นั้น เปลี่ยนเป็นว่ากลุ่มผู้บริหารสถานีกลับฉวยจังหวะนี้หาทางเอาคุณออกไปพร้อมกัน งานนี้คุณจึงต้องดิ้นรนสุดชีวิตเพื่อให้ให้หน้าที่การงานยังอยู่ รวมทั้งอำนาจทรงอิทธิพลที่คุณมั่นใจว่าตัวเองกุมหัวใจผู้ชมอเมริกาไว้ได้ค่อนประเทศ

The Morning Show

อีกมุมหนึ่งนักข่าวสาวห้าวจากช่องอื่น “แบรดลี่ แจ็กสัน” (เล่นโดย Reese Witherspoon)  ผู้ตรงไปตรงมากับการรายงานข่าว ยึดมั่นในจรรยาบรรณนักข่าวสุดโต่ง กำลังเป็นทอล์คออฟเดอะทาวน์จากคลิปจวกผู้ชุมนุมถ่านหินคนหนึ่งที่มีเรื่องกับคุณ แปลงเป็นว่าผู้ดูคลิปชอบตัวตนปากร้ายตรงไปตรงมาของคุณ จนกระแสนี้ไปเตะตา “คอรี่” (เล่นโดย Billy Crudup) หัวหน้าข้างบริหารงานข่าวสูงสุด ที่เหล่าผู้บริหารอวุโสส่งมาจัดการปัญหาของ The Morning Show และตัวคอรี่เองก็ต้องการปฏิวัติรายการใหม่โดยไม่ต้องมีอเล็กซ์ เขาจึงลากแจ็กสันเผ่านาเป็นไม้ตายปฏิวัติรายการนี้ แม้แจ็กสันเองจะไม่ได้ยินยอมพร้อมใจ แต่คุณก็ต้องการที่ทางการนำเสนอข่าวที่เรียกว่าตรงผ่านกับสิ่งที่ “อเล็กซ์กับมิตซ์” เคยทำไว้ในรายการทั้งสิ้น

รีวิว The Morning Show สงครามปฏิวัติคนข่าว ขึ้นหิ้งสุดยอดซีรีส์ดีที่สุดของ Apple Tv+ (อัพเดทจบ 10 ตอน) 1นี่เป็นซีรีส์ที่นอกจากจะสนุกไปกับสงครามข่าวจากมุมมองทั้งหัวอนุรักษ์และข้างปฏิวัติแล้ว หนังยังเล่นเสียดสีลึกเข้าเนื้อถึงปัญหารายการข่าวในปัจจุบัน ที่ต้องขึ้นกับเรตติ้งเพื่อให้เลี้ยงสถานีให้รอด ทำให้ติดกับดักเซฟโซนเล่นข่าวไม่ประเทืองปัญญา หรือข่าวไหลตามกระแสโซเชียลในปัจจุบัน จนทำให้งานข่าวเปลี่ยนเป็นการปั่นกระแสเรียกเรตติ้งมากกว่าจะเป็นข่าวที่ช่วยยกหาทางออกให้กับปัญหาต่างๆ ในสังคม

หนังใช้ “อเล็กซ์” เป็นตัวแทนคนข่าวรุ่นเก่าที่เชื่อมั่นในประสบการณ์กับแนวข่าวของตน จนเสพติดไม่ยอมลงจากตำแหน่งผู้ประกาศ แม้ว่าจะโดนมรสุมหนักก็ยังหาทางไปต่อในแบบงัดข้อกับผู้บริหารจนเอากันไม่ลง ซึ่งคนแบบคุณก็ต้องเจอกับ “แจ็กสัน” ที่เป็นนักข่าวโคตรจริงใจตรงไปตรงมากับวิชาชีพ จนไปอยู่ที่ไหนก็เอาตัวไม่รอด เพราะแปลงเป็นจระเข้ขวางคลองไปหมด ซึ่งฉากที่ต้องคู่ต้องปะทะคารมกันทางความคิดคำพูดกลางรายการสดๆ เป็นอะไรที่แบบที่ลับสมองลุ้นให้ผู้ชมคิดตามว่าทั้งคู่จะไล่ต้อนเอาอีกข้างลงได้ยังไง ยกตัวอย่างฉากที่อเล็กซ์ถามแจ็กสันว่า คุณเป็นข้างอนุรักษ์นิยมหรือเสรีนิยม (ข้างขวาหรือซ้าย) ถ้าเป็นผู้นำคุณต้องเลือก แต่แจ็กสันกลับตอบว่าคุณเป็น “ข้างมนุษย์” ซึ่งหมายความคุณอยู่ทั้ง 2 ข้าง หนังมีฉากปะทะกันด้วยคารมคมๆ แบบที่ไม่ได้คิดว่าเป็นบทพูดประดิษฐ์ให้สวยหรู จากทั้ง “อเล็กซ์กับแจ็กสัน” รวมทั้งการแสดงที่สมบาทแบบเหมาะกับบทของทั้งคู่ เป็นอะไรที่สามารถพูดได้ว่าทั้งพีคทั้งมันส์โดยไม่ต้องมีฉากแอ็กชั่นอะไรบ้างที่อยู่ในซีรีส์นี้เลย

V-Wars เปิดโลกแวมไพร์แบบใหม่จากมหันตภัยโลกร้อน!

บอกเลยว่านี่เป็นอีกหนึ่งซีรีส์หรือหนังจาก Netflix ที่ขึ้นต้นดีแต่จบไม่สวยเหมือนเช่นเคย ก็ไม่รู้ว่าทีมสร้างหนังลง Netflix พวกนี้คิดยังไงกับการผุดโปรเจ็กต์ไอเดียยำเรื่องนั้นเรื่องนี้เข้าด้วย และทำได้แค่นั้นจบ เหมือนแค่ต้องการเอาโปรเจ็กต์ไปเสนอของบทำแค่นั้นก็พอ ซึ่งเรื่องนี้ก็เช่นกัน

หนังเปิดเรื่องราวมากับเรื่องราวของแวมไพร์ที่พยายามหาทางบิดให้มีที่มาที่ไปใหม่ๆ ซึ่งเรื่องนี้ก็ได้ไอเดียเชื้อโรคในยุคน้ำแข็งที่ขั้วโลก หลังนักวิจัยตรงนั้นขุดพบซากโบราณ ก่อนจะแปลงเป็นการติดเชื้อโรคติดต่อที่ไม่เคยพบมาก่อน คนเริ่มหิวเลือด มีประสาทสัมผัสพิเศษเพิ่ม มีเขี้ยวงอกออกมาจนเหมือนสัตว์แปลกที่ถูกนำไปเทียบเคียงกับแวมไพร์ในตำนาน ก่อนจะลามไปเรื่อยๆ จนแปลงเป็นสงครามระหว่างเผ่า ที่ไม่ใช่แค่มนุษย์ แต่พวกติดเชื้อก็มีหลายสปีชีส์แยกความแตกต่างออกมาด้วยเช่นกัน ซึ่งหนังก็พยายามอิงตำนานแวมไพร์ที่ต่างๆ อย่างบรามสโตรกเกอร์ที่ยอดฮิตก็ถูกนำมาตีความใหม่ในเรื่องนี้เช่นกันว่าเป็นแวมไพร์อีกพันธ์ที่ปล่อยสารเสพติดผ่านเขี้ยว ทำให้เหยื่อเหมือนติดยาแล้วยอมให้สูบเลือดแต่โดยดี โดยไม่ต้องหิวกระหายขนาดฆ่าแบบเผ่าพันธ์อื่น

รีวิว V-Wars สงครามเลือดแวมไพร์ 
รีวิว V-Wars สงครามเลือดแวมไพร์

ช่วงแรก EP1-4 ถือว่าเป็นอะไรที่สนุกจากการที่ผู้ติดเชื้อรายแรกแปลงเป็นฆาตกรต่อเนื่องที่ทางการไล่ล่าจนเป็นข่าวครึกโครม แม้จะไม่แปลกใหม่ซะทีเดียวนักกับพล็อตแนวๆ แวมไพร์ในโลกจริง แต่หนังก็ทำได้ดีน่าติดตามมาก หลังให้ผู้ติดเชื้อ 2 คนจากขั้วโลก คนหนึ่งเปลี่ยนเป็นแวมไพร์ ไมเคิล เฟย์น (Michael Fayne) ส่วนอีกคนด็อกเตอร์ ลูคุณร์ สวอน (Dr. Luther Swann)ได้รับเชื้อแต่ไม่กลายพันธ์ไป ซึ่งทั้งสองเป็นเพื่อให้นซี้กันมา 30 ปี เรื่องราวดำเนินไปค่อนข้างจริงจังว่า ถ้าหากเพื่อให้นที่คุณรักกลายมาเป็นอย่างนี้จะเกิดอะไรขึ้น ซึ่งคนที่เป็นหมอ ก็พยายามเป็นอย่างมากที่จะหาทางเอาเพื่อให้นรักกลับมารักษาให้ได้ ในขณะที่เขาก็เปลี่ยนเป็นตัวอันตรายทั้งกับทางการและทุกคนที่พบเจอ คือถึงไม่โดนจับดูดเลือดก็จะมีโอกาสติดเชื้อจากตัวเขา ซึ่งในเรื่องก็ไม่ได้บอกว่าติดเชื้อกันจากไหนยังไง แต่เหมือนกับว่าติดกันได้แม้แต่ทางการหายใจ ซึ่งก็ถูกนำไปเทียบเคียงกับไข้หวัดใหญ่ด้วย

ช่วงแรกเรื่องราวดำเนินไปแบบดูเรียลไทม์ระทึกขวัญมาแนวไล่ล่าฆาตกรแวมไพร์ไปจนจบ ซึ่งก็ดูน่าสนใจดีเพราะหนังมีการอ้างอิงโซเชียลมีเดียแพร่ข่าวลือต่างๆ ที่ทางการพยายามปิดบังเรื่องนี้ไม่ให้ดูเหนือธรรมชาติจนคนตื่นตระหนก ซึ่งคอนเซ็ปต์หนังเรื่องนี้ก็เป็นการพยายามจำลองว่าถ้าโลกนี้จะมีแวมไพร์กลับมาในรูปแบบโรคระบาด อะไรจะเกิดขึ้นบ้างกับสังคมมนุษย์ แต่เหมือนหนังหาทางไปต่อจากช่วงแรกไม่ได้ คือหลัง EP4 ไป หนังกลับลำการไล่ล่าฆาตกรแวมไพร์ไปเป็นคนละม้วน

รีวิวซีรีส์ V-Wars เปิดโลกแวมไพร์แบบใหม่จากมหันตภัยโลกร้อน! 1หนังม้วนใหม่ที่ว่านี้คือเปลี่ยนเป็นว่ามนุษย์จำนวนมากอยากติดโรคระบาดนี้ซะเอง เพราะเปลี่ยนเป็นมีพลังพิเศษเหนือมนุษย์ แม้ควรต้องแลกมาด้วยการกินเลือดคน และเป็นฆาตกรแบบไมเคิล เฟย์น ก็ตามที พวกนี้ก็รวมกลุ่มกันตามหาไมเคิลเพื่อให้ให้มาเป็นผู้นำศูนย์รวมจิตใจของเหล่าแวมไพร์ ที่เรียกตัวเองใหม่เป็นสายพันธ์ “บลัด” พอมาถึงตรงนี้บอกเลย โลจิคของหนังเริ่มก้าวลงเหว Go to Hell หายนะขึ้นเรื่อยๆ ไม่แพ้เรื่องราวในหนังที่เริ่มออกสมุทรแปลงเป็นเล่นใจความสำคัญหายนะจากการแบ่งเผ่าพันธ์ ซึ่งหนังจับหลายๆ เรื่องที่เคยมีมายำใหญ่แบ่งเผ่าใหม่ และไม่ใช่แค่แวมไพร์เอง หนังยังแบ่งกลุ่มคนเป็นนักล่าแวมไพร์ พวกคนหัวร้ายแรง ข้างการเมือง สว. ข้างทหาร ลามไปจนถึงเรื่องการเมืองประธานาธิบดีใหม่ของโลกเลย

รีวิวซีรีส์ V-Wars เปิดโลกแวมไพร์แบบใหม่จากมหันตภัยโลกร้อน! 2
มีกระทั่งตัวละครแบบเบลด ที่เป็นแวมไพร์ล่าพวกเดียวกัน
ซึ่งไม่รู้ว่าเพราะไอเดียช่วงแรกเริ่มตันหรือยังไง หนังถึงหักลำให้เปลี่ยนเป็นแนวที่ยิ่งดูยิ่งไม่สนุก อืดๆ มีแต่บทพูดคุย แตกต่างจากตอนแรกที่เดินเรื่องด้วยแอ็กชั่นไล่ล่าแอบมีพลังพิเศษผสมนิดๆ ซึ่งแนวทางแบบนั้นทำให้หนังดูเรียลกว่าการมาเปิดหัวข้อใหม่เป็นเรื่องสังคมการเมืองอย่างงี้ที่โลจิควิธีคิดมันไม่เมคเซนส์หลายๆ อย่างมาก และก็เป็นกันทุกข้างในเรื่องด้วย ยกตัวอย่าง “การออกกฎหมายเอื้อให้แวมไพร์มีรัฐธรรมนูญคุ้มครอง” ที่แต่ละข้อพยายามให้ดูเป็นจริงได้มากๆ แต่ด้วยความที่พื้นฐานเรื่องราวเหตุผลในการแบ่งเผ่าพันธ์มันแย่แล้ว จึงเปลี่ยนเป็นทำให้เรื่องพวกนี้ดูตลกมากกว่าจะเชื่อว่าเรื่องจริงจะเป็นไปในทางนี้ คือหนังพยายามคิดเตลิดไปไกลกว่าความเป็นจริงที่เป็นได้มากๆ อาจจะเพราะพอมาเป็นซีรีส์ด้วยเลยต้องพยายามสเกลหนังให้มีใจความสำคัญต่อไปยังซีซั่นต่อไป ทำให้หนังเลือกที่จะขยายขอบเขตปัญหาแวมไพร์ไปซะทุกเรื่องไปหมด จนแปลงเป็นจับต้องดีๆ ไม่ได้สักเรื่อง สุดท้ายก็เละตุ้มเป๊ะ

ปกติเราจะได้เห็นเรื่องราวในตอนท้ายๆ ของซีรีส์สนุกแบบน่าติดตามมากๆ หรือมีฉากเรื่องราวใหญ่โตเหมือนหนัง อันนี้คือปกติของหนังซีรีส์ แต่กลับเรื่องนี้ขึ้นต้นยิ่งใหญ่ มีโลเกชั่นไปไกลถึงขั้วโลก เรื่องราวเปิดฉากใหญ่โตน่าติดตาม แต่พอตอนจบกลับแทบไม่มีเป็นอย่างที่เห็นในตอนแรกเลย หนังจบลงแบบเรียบๆ แค่มีทิ้งปมใหม่ แต่ก็ไม่อะไรที่เรียกว่าน่าจดจำเป็นซีนประทับใจได้เลย ถ้าเทียบให้เห็นภาพเป็นตัวเลขคะแนนคือเปิดมา 4 ตอนแรกให้เกือบเต็ม 10 แต่พอตอนจบนี่เหลือไม่ถึง 5 คะแนน หนังป่วยในการเล่าเรื่องราวผลักดันให้สนุกไปตลอดรอดฝั่งอย่างชัดเจนจนน่าเสียดายจริงๆ

นี่เป็นซีรีส์ที่เซ็ตเรื่องราวใหญ่โตระดับโลก แต่กลับจบมีทุนทำได้แค่ระดับเมือง หนังพยายามเอางบไปถลุงช่วงแรกเล่นเรื่องใหญ่โตจนหมด ก่อนที่จะค่อยๆ ลดระดับลงมาเหลือจนไม่เหลืออะไรให้ความรู้สึกว่าดีเท่าช่วงแรกเลย หนังป่วยทั้งเหตุผลและตัวละครที่ไม่เมคเซนส์หลายอย่างจนเกินไป แต่ก็ยังพยายามดันทุรังเล่าเรื่องแบบไม่เมคเซนส์นี้ไปให้ดูสมจริงไปเรื่อยๆ จนหมดสนุกในช่วงหลังอย่างน่าเสียดายจริงๆ ครับ

Itaewon Class ทวงความยุติธรรมด้วยธุรกิจปิดเกมแค้น

ซีรีส์เกาหลีที่มาจากการ์ตูนดังในชื่อเดียวกันจากเว็บตูนของเกาหลี เขียนโดย Jo Kwang Jin (คลิกดู webtoon เกาหลีได้ที่นี่) และก็มารับหน้าที่เขียนบทในซีรีส์ด้วย โดยเสริมเรื่องราวจากในการ์ตูนให้สมจริงยิงขึ้น ส่วนงานกำกับผลิตโดยบริษัทคนใหม่ของเกาหลี Showbox ที่พึ่งเริ่มเข้าแวดวงด้วยการทำเรื่องนี้เป็นเรื่องแรก และก็เป็นโปรเจ็กต์ร่วมกับ Netflix ที่ทำซีรีส์จากเว็บตูนฉายในปี 2020 ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องแรกและที่จะมีตามมาคือ My Holo Love (อ่านรีวิวที่นี่) นี่จึงเป็นผลงานเล่าเรื่องสไตล์ที่ฉับไวเข้มข้นเหมือนแบบในเว็บตูนที่ต้องทำให้คนติดตามต่ออาทิตย์ด้วยเนื้อหาสั้นๆ ไม่กี่หน้า และก็ดูเหมือนว่าผลงานชิ้นนี้จะทำได้ตามที่ถูกคาดหวังไว้จริงๆ ด้วย

รีวิวซีรีส์เกาหลี Itaewon Class ทวงความยุติธรรมด้วยธุรกิจปิดเกมแค้น (อัพเดทครบจบบริบูรณ์) 1ชื่อของซีรีส์มาจากย่านดังในเกาหลี อีแทวอน (Itaewon) ย่านที่มีความแตกต่างหลากหลายหลายและมีชาวต่างชาติมากที่สุดในกรุงโซล บรรยากาศแถวนี้จึงออกแนวอินเตอร์มีที่เที่ยวกลางคืนคึกคักเป็นพิเศษ เหมือนๆ ถนนข้าวสารของไทย แต่ขนาดที่ใหญ่กว่ามาก และด้วยความที่ทิศตะวันตกของอิแทนวอนอยู่ใกล้กับศูนย์บัญชาการกองทหารยงซาน (Yongsan Garrison) ของสหรัฐอเมริกา ย่านนี้ได้แปลงเป็นแหล่งรวมตัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติไปโดยปริยาย และยังเป็นศูนย์รวมของวัฒนธรรมและอาหารจากทั่วทุกมุมโลก รวมทั้งบาร์หลากหลายเชื้อชาติไว้รองรับนักท่องเที่ยว
ซึ่งเรื่องราวเริ่มจาก “พัคแซรอย” (รับบทโดย Park Seo-joon) มีผลงานหนังโรงเรื่องปัจจุบันปลายปีก่อนฉายในไทยชื่อ “มือนรกพระเจ้าคลั่ง” กับซีรีส์เลขาคิม ซึ่งอายุจริงดาราหนัง 31 ปีเข้าไปแล้ว แม้กระนั้นเรื่องจะเริ่มจากสมัยเด็กนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายที่แซรอยอายุ 16 ปีพึ่งย้ายมาโรงเรียนใหม่ก่อนจบ ม.ปลายเพื่อให้เตรียมสอบเป็นตำรวจ แต่แล้วในวันแรกที่เริ่มเผ่านาก็พบกับ “ชางกึนวอน” ลูกชายของบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านอาหารที่พ่อของแซรอยทำงานด้วยมาทั้งชีวิต ด้วยความที่แซรอยเป็นพวกไม่เข้าสังคมและก็ทนเห็นความอยุติธรรมที่ชางกึนวอนแกล้งเพื่อให้นร่วมชั้นไม่ได้ จึงเข้าไปห้ามจนเปลี่ยนเป็นการรังควานชางกึนวอนไป และจากจุดนั้นเองกับเรื่องที่ตามมาจากการใช้อำนาจข่มเหงของพ่อชางกีนวอน ทำให้ชีวิตของเขากับพ่อได้พังทลายลงจนไม่อาจหวนกลับมาแฮปปี้เล็กๆ ตามที่ฝันไว้ได้ นั่นทำเขาคิดแผนการแก้แค้นผ่านการทำธุรกิจเล็กๆ เริ่มจากบาร์ในย่านอีแทวอน เพื่อให้หวังโค่นบริษัท ‘ชางกา’ ของตระกูลชางกีนวอนให้จงได้
Solbin จากวง laboum 
Solbin จากวง laboum มาเป็นผู้แสดง Cameo เปิดเรื่องราวสมัยเด็กมัธยมของพระเอก (ยังไม่แน่ว่ามีบทเพิ่มอีกไหม)
ซีรีส์เล่าเรื่องแฟลชแบ็คย้อนกลับมาจากจุดที่พระเอกน่าจะประสบความสำเร็จในธุรกิจแล้วระดับหนึ่ง ผ่านตัว “อีซอ” (รับบทโดย Da-mi Kim) ลูกทีมสาวอัจฉริยะไอคิว 162 ที่มีนิสัยแปลกๆ แตกต่างจากคนทั่วไปในสังคมเหมือนพระเอก และก็เป็นตัวละครในรักสามเส้าของพระเอกกับ “โอซูอา” (รับบทโดย Kwon Nara) ที่เป็นเพื่อให้นสมัยเด็กและเป็นรักแรกของพระเอกที่ยังอยู่มาตลอดจนถึงปัจจุบัน ซึ่งเรื่องราวเดินหน้าไปไวถึง 15 ปี โดยที่ใช้ผู้แสดงเดิมแต่เพิ่มอายุบนใบหน้าเอา ซึ่งก็ทำได้ดีดูแตกต่างกับสมัยเด็กมัธยมได้อย่างสมจริง (แต่ของพระเอกจะดูไม่เปลี่ยนแปลงมาก)

รีวิวซีรีส์เกาหลี Itaewon Class ทวงความยุติธรรมด้วยธุรกิจปิดเกมแค้น (อัพเดทครบจบบริบูรณ์) 2
หนังโฟกัสไปที่นิสัยจุดยืนของพระเอกที่แน่วแน่มั่นคงมากๆ คิดและเชื่อมั่นแบบไหนก็เดินหน้าทำตามที่คิดให้ได้ แม้ว่าจำเป็นต้องแลกมาด้วยการเจ็บตัวหรือความสูญเสียที่เกิดขึ้นกับชีวิตของเขาอารมณ์ในการดูซีรีส์เรื่องนี้จึงไม่ได้ไปในแนวทางรักโรแมนติกหวานๆ สักเท่าไหร่ แต่เน้นดราม่าจัดหนักกับปูมหลังของพระเอกที่ถูกความอยุติธรรมจากคนรวยเหยียบย่ำซ้ำแล้วซ้ำอีก ทำให้คาแรกเตอร์พระเอกมีความหนักแน่นกับแรงจูงใจมากพอให้คนดูเชื่อว่า พระเอกคือเด็กวัยรุ่นนักคิดแผนที่เติบโตมาด้วยความแค้น+กับความตั้งมั่นโค่น “ชางกา” ธุรกิจอาหารยักษ์ใหญ่ลงด้วยเกมธุรกิจแบบตรงๆ จากที่โดนประธานชางกา พ่อของคู่อริดูถูกเขาไว้เมื่อ 15 ปีก่อน แม้จะมีความแค้นลึกล้ำแต่พระเอกก็เป็นตัวละครที่มีลักษณะนิสัย อ่อนน้อม ระงับอารมณ์เก่ง ไม่โกรธใครง่ายๆ จากบทเรียนที่ผิดพลาดในอดีต
 

ลูกทีมพระเอกมีหน้าที่สำคัญทุกคน
ด้วยคาแรกเตอร์อย่างงี้พระเอกจึงมีบุคลิกผู้นำที่น่านับถือ และก็ดึงดูดคนให้มารวมตัวกันด้วยมิตรภาพและสัญชาตญาณส่วนตัว ที่พระเอกมีเซนส์ว่าใครไปกับเขาได้ ซึ่งหนังเปิดเรื่องตอนแรกให้เห็นเลยว่าลูกทีมของพระเอกมีใครมั่ง และก็ค่อยๆ ใส่ปูมหลังแต่ละคนที่ลึกซึ้งกลับเผ่านาได้น่าสนใจไม่แพ้กันสักคน ซึ่งนอกจากคนเกาหลีแล้วหลังจากนั้นก็ยังมีคนผิวดำเชื้อชาติแอฟาริกามาร่วมเล่นเป็นตัวละครหลักในเรื่องอีกด้วย ถือว่าไม่ค่อยเห็นได้ง่ายนักในซีรีส์เกาหลี แต่ด้วยบทที่อีแทนวอนเป็นสถาณที่รวมคนหลายเชื้อชาติ บทนี้จึงมีความสำคัญไม่น้อยกับการเดินเรื่องแนวธุรกิจในย่านนี้ และแปลงเป็นตัวแปรหนึ่งที่ช่วยพลิกสถาณการณ์ได้แบบที่ลูกทีมคนอื่นๆ

The Assassination of Jesse James by the Coward Robert Ford (2007) แผนสังหารตำนานจอมโจร เจสซี่ เจมส์ ภาคต่อ3

เจสซีต้องการชุบชีวิตแก๊งของเขาด้วยการปล้นกับพวกฟอร์ดโดยเริ่มจากธนาคารแพลตต์ซิตี้ ในระหว่างที่พวกเขาอยู่เจสซี่เริ่มสงสัยในพี่น้องมากขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ปล่อยให้พวกเขาอยู่ด้วยกันตามลำพัง อย่างไรก็ตามในขณะที่การเข้าพักผ่านไปโดยไม่ได้ตั้งใจเขาก็มอบปืนให้บ็อบเป็นสัญลักษณ์แห่งการขอโทษในเวลาต่อมา เช้าวันที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2425 ขณะที่เจสซีและพี่น้องฟอร์ดเตรียมออกปล้นเจสซีอ่านหนังสือพิมพ์เกี่ยวกับการจับกุมและคำสารภาพของลิดดิลในหนังสือพิมพ์ ในขณะที่ทั้งสามคนอยู่ในห้องนั่งเล่นเจสซีก็ถอดเข็มขัดปืนออกแล้วปีนเก้าอี้เพื่อทำความสะอาดภาพที่เต็มไปด้วยฝุ่น บ็อบยิงเจสซีที่ด้านหลังศีรษะด้วยปืนที่มอบให้เขาแล้วหนีไปกับชาร์ลีย์ พวกเขาส่งโทรเลขถึงผู้ว่าการรัฐเพื่อประกาศการเสียชีวิตของเจสซีซึ่งพวกเขาจะได้รับ 10,000 ดอลลาร์ อย่างไรก็ตามพวกเขาไม่เคยได้รับมากกว่า $ 500 ต่อคน

 

หลังจากการสังหาร Fords หวังที่จะเป็นคนดังออกทัวร์ไปกับการแสดงในโรงละครในแมนฮัตตันซึ่งพวกเขาได้ประกาศใช้การถ่ายทำอีกครั้ง แต่ในไม่ช้าผู้คนก็ค่อยๆกลายเป็นศัตรูกับทั้งคู่โดยยกย่องว่าเจสซีเป็นตำนานและเรียกบ็อบว่า "คนขี้ขลาด" ชาร์ลีย์รู้สึกผิดอย่างรุนแรงเขียนจดหมายหลายฉบับถึงซีเจมส์เพื่อขอให้เธอให้อภัย แต่ไม่ได้ส่งไป ด้วยความทุกข์ทรมานจากวัณโรคระยะสุดท้ายเขาฆ่าตัวตายในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2427 บ็อบทำงานรอบทิศตะวันตกในฐานะเจ้าของรถเก๋งเริ่มรู้สึกเสียใจมากขึ้นกับการกระทำในอดีตของเขา เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2435 บ็อบถูกสังหารโดยเอ็ดเวิร์ดโอเคลลีย์ที่รถเก๋งของเขาใน Creede รัฐโคโลราโด โอเคลลีย์ถูกตัดสินให้ติดคุกตลอดชีวิต แต่ได้รับการอภัยโทษหลังจากสิบปีในปี 2445

 

 

 

The Assassination of Jesse James โดย Coward โรเบิร์ตฟอร์ดเป็นภาพยนตร์ตะวันตกที่เขียนและกำกับโดย Andrew Dominik ภาพยนตร์เรื่องนี้ดัดแปลงมาจากนวนิยายชื่อเดียวกันของรอนแฮนเซนในปี 1983 โดยถ่ายทอดเรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่างเจสซี่เจมส์ (แบรดพิตต์) และโรเบิร์ตฟอร์ด (เคซี่ย์แอฟเฟล็ค) โดยมุ่งเน้นไปที่เหตุการณ์ที่นำไปสู่การฆ่าชิงตำแหน่ง

 

 

 

True Grit (2010) ยอดคนจริง ภาคต่อ2

สามข้อและ Mattie เลือกคนที่ "ใจร้ายที่สุด" จากสามคน Rooster Cogburn (Jeff Bridges) ในตอนแรก Cogburn ปฏิเสธข้อเสนอของคุณโดยไม่เชื่อทั้งความอดทนและความมั่งคั่งของคุณ แต่คุณหาเงินด้วยการซื้อขายม้ากับผู้พันสโตนฮิลล์อย่างจริงจัง

 

Texas Ranger LaBoeuf (Matt Damon) มาถึงเมืองตามหา Chaney ในข้อหาฆาตกรรมวุฒิสมาชิกรัฐเท็กซัส LaBoeuf เสนอร่วมกับ Cogburn แต่ Mattie ปฏิเสธข้อเสนอของเขา คุณปรารถนาให้ Chaney ถูกแขวนคอในอาร์คันซอในข้อหาฆาตกรรมพ่อของคุณไม่ใช่ในเท็กซัสเพื่อให้ฆ่าวุฒิสมาชิก แมตตีรับรองที่จะเดินทางไปกับค็อกเบิร์น แต่เขาจากไปโดยไม่มีคุณไปกับ LaBoeuf เพื่อให้จับตัวชานีย์และแยกรางวัล

 

ภายหลังที่ถูกปฏิเสธไม่ให้เดินทางบนเรือเฟอร์รี่ที่ลำเลียง Cogburn และ LaBoeuf Mattie ก็ปล่อยม้าตัวใหม่ Blackie ไปว่ายน้ำในแม่น้ำกับคุณอย่างไม่เกรงกลัว ภายหลังที่คุณผ่านผ่านได้สำเร็จ LaBoeuf แสดงความไม่พอใจที่คุณดื้อรั้นด้วยการใช้ไม้ตบตี Cogburn บังคับให้เขาหยุดและในที่สุดก็ยอมให้ Mattie ไปกับพวกเขา หลังจากมีข้อพิพาทเกี่ยวกับการรับใช้ของพวกเขากับทัพสัมพันธมิตรค็อกเบิร์นก็ยุติการจัดแจงของพวกเขาและลาบูเอฟออกไปไล่ตามแชนีย์ด้วยตัวเขาเอง จากการสืบหาเบาะแสของชานีย์และแก๊งค์พริกไทยค็อกเบิร์นและแมตตีจึงไปเยี่ยมเจ้าของร้านในแดนชื่อแบ็กบี หลังจากได้รับคำแนะนำจากแบ็กบี้ค็อกเบิร์นและแมตตีมุ่งหน้าไปทางเหนือสู่เทือกเขา Winding Stair ค็อกเบิร์นและแมตตีพบแพทย์ผู้ดูแลเส้นทางซึ่งพาพวกเขาไปยังที่พักพิงที่ว่างเปล่าซึ่งคาดว่าจะมี เมื่อดังสนั่นพวกเขาพบว่าพวกนอกกฎหมายสองคนคือควินซี (พอลแร) และมูน (ดอมห์นอลกลีสัน) ซึ่งน่าจะรอแก๊งพริกไทยที่เหลืออยู่ หลังจาก 'สูบบุหรี่' ทั้งสองคนออกมาอย่างแท้จริง Cogburn และ Mattie ก็จับตัวและสอบปากคำพวกเขา ควินซีรับรองว่าพวกเขาไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับแก๊งค์พริกไทย อย่างไรก็ตามในที่สุด Moon ที่ได้รับบาดเจ็บดูจะเปิดเผยสิ่งที่เขารู้จากนั้น Quincy แทงเขาที่หน้าอกและ Cogburn ยิง Quincy ตาย ก่อนตายมูนขอให้ส่งร่างของเขาไปให้พี่ชายและบอกว่าพริกไทยและแก๊งของเขาจะกลับมาหาม้าสดในคืนนั้น

Cogburn และ Mattie รออยู่บนเนินเขาเหนือเสียงดังสนั่นเพื่อให้การมาของ Ned Pepper และแก๊งของเขา อย่างไรก็ตาม LaBoeuf มาถึงก่อนจากนั้นก็ต้องเผชิญหน้ากับการมาถึงของแก๊ง Pepper ค็อกเบิร์นยิงสมาชิกแก๊ง 2 คนและบังเอิญไปโดน LaBoeuf แต่ Pepper หนีไปได้ LaBoeuf ได้รับบาดเจ็บที่ไหล่และจากการตกม้าของเขาแทบจะกัดลิ้นของเขาเอง เช้าวันรุ่งขึ้นทั้งสามออกเดินทางอีกรอบเพื่อให้ตามหา Chaney และแก๊ง Pepper ที่ Cogburn เชื่อว่าอาจซ่อนตัวอยู่ในเหมืองเงินในเทือกเขา Winding Stair อย่างไรก็ตามเมื่อ Pepper หายไปและ LaBoeuf ได้รับบาดเจ็บและพบว่ามีวิสกี้ของแก๊งนี้อยู่

Keeping Up With the Joneses – “สายป่วนกวนสายลับ” (2016)

สิ่งที่น่าใจหายก็คือ “Keeping Up With the Joneses” ของผู้กำกับ Greg Mottola (แห่ง Superbad, Adventureland และ Paul) เหมือนจะเป็นงานที่บ่งบอกถึงความ ‘มือตก’ ในการนำเสนอเรื่องราวคอมเมดี้แอคชั่นเรื่องนี้ เพราะภาพรวมของหนัง แม้จะได้ผู้แสดงดังมาร่วมจอถึง 4 ราย แต่กลับมีการเดินเรื่องเป็นเส้นตรงแบนราบ พร้อมมุกตลกที่ไม่สามารถทำให้เราหัวเราะออกมาได้ รวมทั้งการพยายามผสมปัญหาของชีวิตคู่ที่ปรากฏทั้งในคนธรรมดาและสายลับในระดับที่ไม่ได้มีแง่มุมอะไรแปลกใหม่เลย
หนังเล่าเรื่องราวของ 2 สามีเมีย Jeff และ Karen Gaffney ที่พบว่าเพื่อให้นบ้านใหม่ของพวกเขา Tim และ Natalie Jones สองสามีเมียที่ภายนอกดูเพียบพร้อมไปทุกอย่างนั้น แท้จริงแล้วเป็นสายลับความสามารถพระกาฬที่มีพฤติกรรมลึกลับและพยายามจะเผ่านาล้วงข้อมูลจากพวกเขา ซึ่ง Jeff ต้องหาคำตอบว่าข้อมูลอะไรที่สายลับสุดแซ่บคู่นี้ต้องการและมันเกี่ยวพันอะไรกับความมั่นคงของชาติ
การวางตัวละคร Jeff เป็นเจ้าหน้าที่ข้างบุคคลที่ชอบสร้างความเกี่ยวพันกับผู้คน จนทำให้เขาพยายามที่จะเข้าถึงความนึกคิดของ Tim กระทั่งเกิดเป็นความเห็นอกเห็นอกเห็นใจ พัฒนามาเป็นมิตรภาพ ซึ่งถือว่าน่าสนใจอยู่เหมือนกัน แต่ตัวบทก็ไม่ได้ลงความลึกของหัวข้อพวกนี้อย่างมากนัก หรือ ความเกี่ยวพันระหว่าง Karen และ Natalie สองเมียที่พฤติกรรมแตกต่างกันสุดขั้วที่น่าจะนำมาสร้างสภาพการณ์ฮาๆได้ แต่หนังก็ไม่ได้ใช้ประโยชน์ที่ตรงนั้นเท่าไหร่เช่นกัน
สิ่งที่เผ่านาพอจะช่วยให้หนังดูมีความน่าติดตามอยู่บ้างก็คือผู้แสดงนำทั้ง 4 ราย ทั้ง Zach Galifianakis ในสภาพที่ผอมลง แต่ยังคงดูเป็นคนทึ่มๆ แสนดี ที่เหมาะแก่การตกอยู่ในสภาวะแปลกๆ Isla Fisher กับบทเมียแสนซื่อในชุดเน้นโชว์อึ๋ม Jon Hamm ในมาดสายลับชายหนุ่มเข้มและ Gal Gadot ที่ดูดีทั้งความเซ็กส์ซี่ในชุดชั้นในกับมาดนักฆ่าสาวแซ่บ
โดยสรุป “Keeping Up With the Joneses” เป็นหนังแอคชั่น-คอมเมดี้ที่ได้ดาราดี แต่เนื้อหา การนำเสนอกลับอยู่ในระดับธรรมดาๆ แม้จะมีฉากแอคชั่นไล่ล่าระเบิดกันตูมตาม มันก็ไม่ได้สร้างอารมณ์ร่วมกับเราได้เท่าไหร่ แถมการเลือกฉากจบก็ยังคงเป็นไปในลักษณะเชยๆ ตอนแรกหนังมีกำหนดเข้าฉายในโรงภาพยนตร์บ้านเราด้วย แต่เพราะเหตุผลบางสิ่งทำให้มันถูกถอดออกจากโปรแกรมและส่งตรงลงแผ่นเลย ซึ่งในอเมริกาเองหนังทุนสร้าง $40 ล้านเรื่องนี้ก็ยังคงทำรายได้ห่างไกลทุนสร้างกับการเก็บไปเพียงแค่ $14 ล้านเพียงแค่นั้นถ้าถามว่าว่าหนังเรื่องนี้จะเหมาะกับใคร มันก็คงไม่พ้นแฟนคลับของ Gal Gadot เพราะนั่นคือสิ่งที่น่าจดจำที่สุดของเรื่อง

หนังใหม่ชนโรง